HBD = Hed it but BoDy ทำแต่พอดี

posted on 18 May 2009 22:03 by rokjitjung

HBD (Happy birthday) เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งรักหญิงอีกคนจนพร้อมจะดูแลเธอไปเรื่อย ๆ แม้เธอจะหมดสภาพจนไม่รับรู้อะไรได้อีกแล้ว จะจัดว่าเป็นหนังแสดงถึงรักแท้ หรือ หนังแสดงอุทธาหรณ์ อย่างไหนก็คงไม่ผิด แต่ผมชอบคิดอย่างหลังมากกว่า

 

ผมชอบ HBD ตรงที่เป็นหนังที่ภาพสวย องค์ประกอบศิลป์เยี่ยม โดยเฉพาะช่วงยี่สิบกว่านาทีแรกสามารถใช้เป็นหนังส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เลย (ถึงจะไม่ใช่หนังเพื่อการท่องเที่ยวแท้ ๆ แบบ สะบายดีหลวงพระบาง) หนังสดใสมากในช่วงแรก (ซึ่งเดาได้ว่ามันคงอยู่กับหนังได้ไม่นานตามสไตล์คนเขียนบท และมันก็จริงดังนั้น) ช่วงหลังจากนั้นแม้ทุกอย่างในหนังจะดูมืดมนลงทุกที แต่องค์ประกอบดี ๆ เก๋ ๆ ต่าง ๆ ก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ

 

และที่สำคัญ "เต็น" พระเอกของเรื่องมีอาชีพช่างภาพ

ตรงนี้เลยขอเอามาแตกความตีประเด็นซักหน่อย

 

หากสังเกตวิธีการถ่ายรูปของเขา เราจะพบอะไรบางอย่างที่บ่งบอกนิสัยเขาได้เป็นอย่างดี เขาค่อนข้างจะ fix กับเรื่องคนในภาพมาก ๆ (อย่างที่เห็นกันในตอนแรก) เขาพร้อมจะรอจนกว่าคนจะหายไปหมด ก่อนจะเก็บภาพซักใบ

(ซึ่งรูปที่แสงสวย ธรรมชาติงาม แต่ปราศจากผู้คนเลย จะสวยที่สุดมั้ย อันนี้ก็น่าคิด)

ซึ่งในความเป็นจริง การจะได้ภาพดั่งที่เข้าตั้งใจนั้น ค่อนข้างเสียเวลา (แต่มันก็เป็นสิ่งที่ช่างภาพที่อยากได้ภาพดี ๆ ควรจะทำ)

การเลือกที่จะรับดูแล "เภา" แฟนสาวของเขาที่สมองไม่รับรู้อะไรแล้ว จึงเปรียบเสมือนการรอเวลาเพื่อจะได้ภาพดี ๆ อีกหนึ่งภาพของเขานั่นเอง

เขายินดีที่จะรอต่อไปเรื่อย ๆ

แต่เมื่อคนเราต้องอยู่ร่วมกัน (เขาต้องทำงานกับนิตยสาร) จึงต้องมีปัจจัยภายนอกมาบีบคั้น  เช่น เพื่อนร่วมงานเร่ง หัวหน้ากำหนดเวลา ต่าง ๆ นานา ซึ่งนี่แหละคือโลกแห่งความจริง โลกที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามเรา ไม่มีใครสามารถให้เวลาในการรอ  "งาน" ของเขาได้นานขนาดนั้น ไม่ว่าจะคนที่ทำงาน หรือ พ่อแม่ "เภา" เอง

 

 

บางครั้ง การปล่อยวาง และรับสภาพ ก็ดูเหมือนจะเหมาะสมกว่าสำหรับชีวิตนี้

หากรูปสถานที่ท่องเที่ยวซักใบ จะมีผู้คนปะปนอยู่ในนั้น และกลายเป็นองค์ประกอบของภาพไปด้วย มันก็คงไม่น่าเกลียดเท่าไร (อาจดูมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วย)

หากปล่อยให้คนที่เรารัก ได้จากไปอย่างสงบ บางทีความรู้สึกดี ๆ อาจจะยังคงอยู่นานกว่าการเห็นคนรักย่ำแย่ลงไปทุกวัน ๆ พร้อม ๆ กับจิตใจของตัวเอง (ซึ่งโทษใครก็ไม่ได้เสียด้วย)

 

สิ่งหนึ่งที่ยากมากสำหรับการทำงาน คือ "การพอ"

ไม่มีงานชิ้นใดสมบูรณ์แบบ เพียงแต่มันถึงเวลาที่ต้องนำเสนอออกไป

พูดได้แค่ว่า "ทำดีที่สุดแล้ว"

 

 

edit @ 18 May 2009 22:10:07 by rokjitjung

edit @ 18 May 2009 22:12:56 by rokjitjung

edit @ 18 May 2009 22:20:40 by rokjitjung

edit @ 18 May 2009 22:46:18 by rokjitjung

edit @ 18 May 2009 22:51:12 by rokjitjung

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ต้องหามาดูบ้างแร้นbig smile

#1 By V@R on 2009-05-18 22:58

เรื่องนี้เศร้าไม่กล้าดู

#2 By wesong on 2009-05-19 08:45

โหว์โดน โดนสุดๆๆ ดูและหล่ะหนังแต่ได้เพื่อนมาตีแผ่ส่วนลึกอีกยิ่งโดน.. 555+

#3 By maesri (58.10.21.231) on 2009-05-19 09:35

ยังไไม่ได้ดูเล๊ย ..
เหมือนหลายๆคน จะดูแล้วก็โอ้เอ้ไปมา .. ^-^
ดูแล้ววว
ร้องไห้
ฉากรถเมลล์ชนน่ากลัวมากกกกก
แต่ทำไมต้องเปนรถเมลล์เขียว??

#5 By net (58.137.28.237) on 2009-05-22 12:06

ชอบย่อหน้าสุดท้ายจังค่ะ

อ่านแล้วตรงกับสถานการณ์ชองตัวเองตอนนี้big smile

#6 By Sita on 2009-07-20 09:12