movie

Flew Over the rules ทางออก?

posted on 29 Nov 2008 23:42 by rokjitjung  in movie

 เมื่อไม่นานนี้ผมเพิ่งได้ดูหนังคลาสสิคเรื่อง
One Flew Over the Cuckoo's Nest

นางพยาบาลแรทแชท เป็นผู้ปกครองวอร์คนไข้โรคจิต เธอวางระเบียบและกฏต่าง ๆ อย่างเข้มงวด โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนไข้ เพราะเธอคิดอยู่ตลอดมาว่า คนไข้โรคจิตไม่สามารถคิดและทำอะไรด้วยตนเองได้ ทุกคนจึงต้องปฏิบัติตามกฏของเธอโดยเคร่งครัด แต่เมื่อวอร์ดรับตัว เมอร์ฟี่ (แจ๊ค นิโคลสัน) คนไข้รายใหม่เข้ามา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป เมอร์ฟี่เป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง และเป็นคนมีน้ำใจ เขาจะไม่ยอมต่อสิ่งที่เขาคิดว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้นเมอร์ฟี่จึงเริ่มแหกกฏทุกกฏ ที่มิสซิทแรทแชทวางเอาไว้ เริ่มตั้งแต่สอบถามตารางประจำวัน และเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าดีสำหรับคนไข้ทุกๆ คน การต่อสู้กันทางความคิดระหว่างนางพยาบาลผู้วางกฏ กับเมอร์ฟี่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ภายใต้การต่อสู้ของเมอร์ฟี่ คนไข้คนอื่น เริ่มมีชิวิตชีวา และกลับมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันความขัดแย้งของมิสซิสแรทแชท และเมอร์ฟี่ทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุด จึงเกิดโศกนาฏกรรมในบั้นปลาย

 

ถือเป็นหนังที่รวมเอาอาการเด่น ๆ ของคนไข้โรคจิต มาถ่ายทอดไว้บนแผ่นฟิล์มได้ดีเช่นเดียวกับเรื่อง Rain man

(ซึ่งกล่าวถึงอาการออทิสติก) ตัวหนังนั้นพยายามตั้งคำถามว่า จำเป็นมั้ยที่เราจะต้องบังคับกะเกณฑ์คนที่ป่วยทางจิต หรือปฏิบัติกับพวกเขาในลักษณะแปลกแยก ซึ่งทัศนะที่หนังให้นั้นดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับวิธีดังกล่าว

และเปรียบเทียบกับการปฏิบัติต่อคนคุก หรือแย่กว่าด้วยซ้ำ เช่นในฉากนึง  เมอร์ฟี่พระเอกของเรื่อง พูดขึ้นว่า ขนาดอยู่ในคุก ผมยังได้ดูแข่งขันทางทีวีเลย

พูดถึงคนคุกแล้ว ทำให้นึกถึงหนังอีกเรื่อง ซึ่งมีแนวทางคล้าย ๆ กับ One Flew Over the Cuckoo's Nest

เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกิดภายในเรือนจำเท่านั้น นั่นก็คือ The Shawshank Redemption

เรื่องราวของแอนดี้ ดูเฟรย์ (Tim Robbins) นายธนาคารที่ติดคุกข้อหาฆ่าภรรยาและชู้ตาย เขาถูกส่งมายังคุกชอว์แชงค์ ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนนักโทษผิวดำผู้เป็นมิตรอย่าง เรด (Morgan Freeman) และเจอกับผู้คุมจอมโหดอย่าง แฮดเล่ย์ (Clancy Brown) กับ พัสดีแซมมวล นอร์ตัน (Bob Gunton) ผู้ไม่เคยจริงใจกับใคร และที่นี่เอง ที่ดูเฟรย์ได้พบกับมิตรภาพที่แท้จริงพร้อมๆ กับบทเรียนชีวิตที่เขาจะไม่มีวันลืม

แน่นอน เรื่องนี้ให้ข้อสังเกตว่า คนคุกควรมีสิทธ์ต่าง ๆ เฉกเช่นคนธรรมดาหรือไม่

ทั้งสองเรื่องใช้ตัวเอกซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่าง (เมอร์ฟี่ไม่ใช่คนบ้า และ แอนดี้ ไม่ใช่คนที่ทำผิด) ปะปนเข้าไปในสังคมที่แตกต่าง (โรงพยาบาลบ้า และ คุก) แน่นอนว่าทัศนคติกับสิ่งที่เห็นย่อมแตกต่างจากคนรอบข้างและนำไปสู่การพยายามปรับเปลี่ยน และ การปฏิวัติในที่สุด

ถือเป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับการหลีกหนีจากการยึดติดทางความคิด ระเบียบ หรือ กฎเดิม ๆ (ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดและคิดเพื่อใคร)

แต่หากจะวิเคราะห์ให้หนัก และรอบทิศกว่านั้น มีคำถามคำถามนึง ผุดขึ้นมา

“ทำไมเราถึงเห็นดีเห็นงาม และสนุกไปกับหนัง?”

คำถามนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้อ่านคอมเม้นท์ๆนึงในเว็บบางกอกดีวีดี http://www.bangkokdvd.com/movie.asp?ID=10470

คอมเม้นท์นั้นเขียนไว้อย่างนี้ :

รู้สึก แปลกใจเล็กน้อย ทำไมเกือบทุกที่มีความเห็นว่าพยาบาทแรทเชทเป็นคนบ้าอำนาจ ไม่ฟังใคร ชอบวางกฎระเบียบเข้มงวดเกินไป ผมว่าไม่มีอะไรเกินไปเลย การอยู่ในสังคมมันต้องมีกฎระเบียบครับ ฉากสุดท้าย มันแสดงให้เห็นตรงไหนว่าเป็นความผิดของแรทเชท เมอร์ฟี่เองต่างหากที่ทำนอกกฎ แล้วดูความเละเทะที่เกิดขึ้น มันเกินกฎสังคมไปเยอะจนเกินไป แล้วยังจะป้ายความผิดไปที่แรทเชทอีก ทำอะไรไม่รู้จักคิดถึงสิ่งที่ตามมา พอมันเลยเถิดก็โทษคนที่เข้ามาแก้ปัญหา แย่จริง

แต่ยังไงหนังเรื่องนี้ก็ยังดีครับ

 

อ่านทีแรก อาจจะหงุดหงิด ทำไมมีคนขวางโลกเช่นนี้

แต่หากลองคิดดูดี ๆ ความเห็นนี้กลับมีส่วนถูก (แต่แน่นอน ไม่ได้แปลว่าความเห็นก่อน ๆ ด้านบนนั้นผิดหรอก )

มันอาจจะเป็นสัญชาตญาณติดตัวของคน ที่ลึก ๆ แล้วเราชอบความรุนแรง ก้าวร้าวและไม่ชอบกฎข้อบังคับใด ๆ ซักเท่าไหร่ หนังเพียงแค่ทำหน้าที่ปลดปล่อยอารมณ์และความต้องการบางอย่างที่แฝงไว้ในตัวคน เท่านั้นเอง

(เช่นเดียวกับใน One Flew over the Cuckoo's Nest การใช้ตัวร้ายที่เป็นหญิง (ที่ดูเข้มงวดราวแม่ หรืออาจารย์) มาเป็นสัญลักษณ์ นี่ยังไม่นับผู้คุมที่มีแต่คนผิวดำ)

การแหกกฏ จำเป็นเพียงไหน?  

ทั้งหมดทั้งปวง ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าใครไม่ดี เพียงแต่อยากสะกิดกันเบา ๆ ว่าอะไรอะไรที่ผ่านเข้ามานี่ บางทีมันก็ต้องตัดหลาย ๆ องค์ประกอบออกไปบ้าง อย่าเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว

การย้อนคิดหลาย ๆ ทาง กลับไปกลับมา อาจจะช่วยให้เราเห็นอะไรมากยิ่งขึ้น

จริง ๆ ก็ไม่อยากโยงกับอะไร แต่ขอพูดนิด ๆ ว่าเรื่องที่เขียนมาเนี่ยมันเหมาะสำหรับใช้ในเหตุการณ์บ้านเราจริง ๆ

69 is not simple

posted on 10 Aug 2008 02:15 by rokjitjung  in movie

ตุ้มพบเงินจำนวนเท่ากล่องมาม่า ที่อยู่ ๆ ก็มาวางแหมะไว้หน้าห้อง เธอทำอะไรไม่ถูก

นอกจากเก็บเงินจำนวนนั้นไว้(ใช้ในยามต่อไป) โดยดี

นายแฮงค์กับพี่และพวก พบเงินเต็มถุง ในเครื่องบินที่ตกกลางป่า หลังจากลงความเห็นว่า คนในเครื่องบิน

คงไม่สามารถใช้เงินได้อีกแล้ว พวกเขาจึงนำเงินกลับ(กลัวเสียของ)

- จากความพยายามทำเนียน นายแฮงค์และพี่ ย้อนกลับไปวางเงินคืนบางส่วน

แต่กลับได้ชาวนาที่ผ่านมาเห็นเพิ่มอีกศพ

-ตุ้ม พยายามเนียน กับพวกลูกน้องเสี่ยที่มาตามเงินคืน

สุดท้ายห้องเธอก็เริ่มถูกใช้เป็นห้องเก็บศพ(อย่างเป็นทางการ)

- เพื่อนนายแฮงค์เริ่มทำตัวไม่เข้าท่า(ต้องการส่วนแบ่งก่อน) สุดท้ายกระสุนปืนจึงเข้าตัวเพื่อนนายแฮงค์

และภรรยาแทน

 กี่ศพแล้วเนี่ย?

เหตุการจับพัดจับผลูทำนองเดียวกัน ยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนเป็นคำสาปของรางวัลก้อนใหญ่นี้

-ตำรวจ(ยังมา)ตายในห้องตุ้ม

-ตำรวจ(ก็ยังไป)ตายข้างซากเครื่องบิน

- ตายเยอะไม่ว่า

-แต่เพื่อนสนิทแท้ ๆ ยังต้องมาตาย

-ตายเยอะไม่ว่า

-แต่พี่ชายแท้ ๆ ยังต้องมาตาย

 

ทำอะไรลงไปวะเนี่ย

 

 สุดท้ายคนทั้งสอง คงคิดได้ในเรื่องคล้าย ๆ กัน

 และทำในเรื่องคล้าย ๆ กัน

.

.

.

.

ของขวัญชิ้นนี้ คงใหญ่เกินไปสำหรับคนทั้งสอง

 

ปล. พอดีเพิ่งได้ดู  A Simple Plan (1998) (มีแต่ซับอิง เข้าใจถูก ๆ ผิด ๆ พอสมควร) แล้ว

นึกถึงหนังไทยเรื่อง เรื่องตลก 69(2542) ที่เคยดูก่อนหน้านี้ (เอ่อ ดูปีแล้ว ถึงแม้จะออกมาทีหลังก็เหอะ)

ที่บทสรุป(กับรางวัล) คล้าย ๆ กัน เลยลองเอามาใส่ด้วยกันดู

 เพื่อย้ำว่า

 มันไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ หรอก (แค่ถูกหวยเป็นล้าน ความซวยยังบังเกิดได้เลย)

(ยังมีหนังพล้อตคล้าย ๆ นี้อีกเมะ?)

เรื่องจริงผ่านจอ

posted on 19 May 2008 22:33 by rokjitjung  in movie

หนังหลายเรื่อง นำเสนอเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอ ที่ตัวเอกได้บันทึกเหตุการณ์เอาไว้

สร้างความสมจริง ความมึน ความเห็นที่แตกต่างของคนดูระหว่าง ชอบสุดใจ และเกลียดสุดขั้ว

The Blair Witch Project (1999)

เทปที่ถูกพบของนักศึกษาสามคนที่เข้าป่าเพื่อ ทำสารคดีเรื่องแม่มดและหายตัวไป

ดีกรีความมึน

Cloverfield (2008)

ตากล้องฮัดรับหน้าที่บันทึกเหตุการณในคืนงานเลี้ยงก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นของนายร้อบ มันคงจะเป็นแค่เทปวีดีโอธรรมดา ถ้าคืนนั้นไม่มีสัตว์ประหลาดตัวพอ ๆ กะก๊อซซิลล่า ถล่มเมืองแมนฮัตตันซะก่อน

ดีกรีความมึน (หรือภูมิต้านทานเพิ่มฟระ?)

Diary of the Dead (2007)

ผกก.เจสันและทีมงานเล็ก ๆ ของเขากำลังถ่ายทำหนังสยองขวัญทุนต่ำอยู่ดี ๆ ก็มาเจอกับนายแบบ(นางแบบ)ซอมบี้ ซะงั้น งานนี้เลยได้หนังสยองขวัญทุนต่ำยิ่งกว่าต่ำเป็นของแถม(ก็นักแสดงฟรี นี่หว่า)

ดีกรีความมึน (ไม่มึนกล้อง แต่มึนกับตัวละคร)

 

นอกจากจะให้ความสมจริง และความมึนกับคนดูแล้ว หนังสไตล์นี้ ยังแฝงข้อคิดสะกิดใจสำหรับคนที่รักในการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโออีกด้วย

1.ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงตั้งสติและทำหน้าที่เก็บภาพต่อไป

2. ไม่ว่าใครจะด่า หรือ รำคาญในพฤติกรรมการถ่ายไม่เลือกของท่าน ขอ...อย่ายอมแพ้... ทำต่อไปเถอะ

3.จงยึดความคิดที่ว่า สิ่งที่ท่านกำลังบันทึก อาจจะมีประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ที่จะหยิบมาดูอีกครั้ง

4.แม้ตัวตาย ก็อย่าให้กล้องหาย

5.จงเลือกกล้องที่ความทนทาน และอายุการใช้งานของแบต เอาแบบเปิดไฟ เปิดโหมดไนท์

วิ่งถ่ายทั้งวันทั้งคืน แบตก็ไม่หมด

เริ่มเลอะ...

 

สุดท้าย ท้ายสุด ดูหนังจบ อารมณ์ไม่จบ ยังมีโจทย์ให้กลับมาคิดเล่นแก้เครียดสำหรับ ผู้เขียนบท หรือ ผกก.

ที่สนใจแนวทางใหม่ ๆ

ว่าจะมีเรื่องราวแบบไหน ที่สามารถนำเสนอแบบนี้ได้บ้าง

มนุษย์ต่างดาวบุก? สมรภูมิรบ?(อารมณ์แบบนี้มีให้เห็นใน saving private ryan) การหนีตายจากควานช้างในออสเตรเลีย?

 

 

สนับสนุนให้ทุกคนบันทึกเหตุการณ์รอบตัวคับ

edit @ 19 May 2008 23:46:04 by rokjitjung

edit @ 19 May 2008 23:47:38 by rokjitjung