writen

ช้าหน่อยดีมั้ย

posted on 31 Aug 2009 02:57 by rokjitjung  in writen

entry ที่แล้ว ผมทึ่งมากกับ 'ระบบขนส่ง' ในเมืองปักกิ่งที่มาเร็วแบบเนรมิตครับ นั่นถือเป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น
หลายคนทึ่งครับ ชื่นชมกับความรวดเร็วในการปลูกสร้างสิ่งต่าง ๆ ของจีน

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ

เมื่อมีความรวดเร็ว ความประณีตก็น้อยลง

ความประณีตในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงการเก็บงานที่เนี้ยบ ไร้ร่องรอย อะไรเทือกนั้นนะครับ

ผมหมายถึงความประณีตทางความคิด

เมื่อทุนมีทุกอย่างพร้อมแต่ขาดระยะเวลาในการไตร่ตรองที่เพียงพอ
(แต่ไตร่ตรองนานแบบรถไฟฟ้าไทยนี่ก็ไม่ไหวนะ)

พื้นที่ว่างก็กลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่สำหรับคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น

สร้างแล้วทุบ สร้างแล้วทิ้ง จึงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามเมืองใหญ่ของจีน (ส่วนของไทยเราน่าจะมีแต่สร้างแล้วทิ้ง - -")

และเห็นได้ทั่วทุกสเกลงาน  ตั้งแต่ตึกสูงไปจนถึงร้านค้าเล็ก ๆ 

ยังรวมไปถึงห้องพักข้าง ๆ (ซึ่งรบกวนโสตประสาทมา...ก)

 

"การออกแบบเมืองเมืองหนึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบ" เป็นคำนิยามที่ดูเป็นเหตุเป็นผลดี

แต่ผมเริ่มไม่แน่ใจว่ามันจะตรงกับ 'เมืองที่สร้างไม่เสร็จเสียที' ด้วยหรือเปล่า 

 

สรุปว่าเราเป็นนักอนุรักษ์สินะ

                        

                                                                    รื้อเรื่องราวในตู้เย็นออกมาเผยแพร่กัน

 

 

 

 

 

 

“To travel is to discover

that everyone is wrong about

other countries.”  - Aldous Huxley

 

         ผมเชื่อโดยตลอดว่าปักกิ่งเป็นเมืองที่ดูโทรมๆ ระยะห่างระหว่างผู้คนไกลจนเกินจะจินต-

นาการไหวเพราะเป็นเมืองที่ใหญ่ และจากการเดินทางไปในครั้งแรก ซึ่งเป็นการไปกับทัวร์ชนิด

จ้ำอ้าวตามควายหาย จึงไม่ค่อยมีเวลาสัมผัสอะไรนานๆ การลงความเห็นจึงดูฉาบฉวยไปนิดหนึ่ง

 

         และในชั้นเรียน Urban ที่เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งก็โดนอาจารย์ให้คะแนนความเป็นเมือง (ที่ดี)มาก

มายเสียจนน่าเห็นใจ ซึ่งผมก็คล้อยตามนะ เพราะภาพอาคารโทรมๆ กับถนนกว้างๆกับความ

ว่างเปล่าในครั้งที่ไปกับทัวร์มันก็ยังติดตรึงในใจเช่นเดิม

    ก็คงมีส่วนถูก ถ้าเรากำลังพูดถึงปักกิ่งในช่วงก่อนโอลิมปิก

    แต่ผมกลับไปปักกิ่งอีกครั้งด้วยตนเอง หลังการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกของปักกิ่งราบรื่นเป็นอย่างดี

หนึ่งในเหตุผลหลักๆ คือต้องการไปดูความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต้องการไปดูสิ่งที่เคยปรากฏในจอทีวี

    ซึ่งบอกได้แค่ว่าสิ่งที่เห็นในทีวีแล้วอยากไปดูนั้นจัดเข้าหมวดหมู่แป๊กได้แทบทุกราย

     ตั้งแต่สนามกีฬารังนกหรืออาคาร Water Cube ไปจนถึงอาคาร CCTV ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ แถม

สิ่งที่ดูน่าสนใจกว่ากลับเป็นอาคารข้างๆ ที่โดนไฟไหม้ก่อนได้ใช้งาน

 

 

 

 สรุปความว่าถ้าที่เห็นในทีวีหรือนิตยสารทำให้รู้สึกถึงความอลังการ ความน่าตื่นเต้นแนะนำให้

ชื่นชมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านสื่อเหล่านั้นต่อไปครับ มันจะด้วยเทคนิคการเก็บภาพ การถ่ายทำ

หรืออะไรก็แล้วแต่ เอาเป็นว่าผมไม่ปลื้มแต่ก็ไม่เกลียดนะกับงานใหม่ ๆ พวกนี้  (หรือจริง ๆ ผมอาจ

จะคิดผิดก็ได้ ออกตัวไว้ก่อน เหอ ๆ)

 

   

สุดท้าย ความน่าสนใจของปักกิ่งยังคงเป็นสถาปัตหรือร่องรอยเก่าๆ ตามเมืองเสียมากกว่าและที่น่า

ชมหรือเป็นตัวเอกของการเดินทางครั้งนี้ต้องยกให้ระบบขนส่งของเขาล่ะ ระบบรางครอบคลุมมาก

แล้วก็ไม่ค่อยมีกรณีบ๊องๆ อย่างการต้องออกจากสถานีใต้ดินเพื่อไปเข้าสถานีบนดินอีก (อย่าว่าแต่

เมืองไทยเลยครับ เซี่ยงไฮ้ยังมีเลย ไอ้สถานีชื่อเดียวกันแต่ไม่เชื่อมกันเนี่ย)ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการยก

เครื่องใหม่หมดเพื่อโอลิมปิกนะ เป็นการสร้างใหม่พร้อมๆ กันรวดเดียว(ซึ่งก็คงต้องยอมเขาล่ะ

คงใช้ทุนมหาศาลกับเสียงที่มีพลังมากๆ)

    นอกจากนั้นค่าบริการขนส่งยังถูกจนน่าใจหาย ซึ่งปรับรับกับช่วงโอลิมปิกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

และคนในประเทศจำนวนมาก (หวังว่าจะยังคงราคานี้ไปเรื่อยๆ นะ) โดยปกติรถไฟฟ้าใกล้ไกลจะ

อยู่ที่ 2 RMB หรือประมาณสิบบาท และรถประจำทางราคาไม่ถึงห้าบาท

      ด้วยการตัดปัญหาด้านราคาไปได้ ทำให้ผมได้นั่งรถมั่วไปเรื่อยๆ พอเห็นสถานีรถไฟฟ้า   ก็ลง

พร่วดไปหาทางตายดาบหน้าต่อไปเรื่อย ๆ (เป็นวิธีที่ไม่น่าเลียนแบบเลยจริง ๆ )

 

 

 

 

 

นิทานเรื่องนี้กำลังสอนให้รู้ว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาไปเห็นจริง ๆ

จบมันดื้อ ๆ ไปก่อน

เดี๋ยวมาต่อใหม่

 

 

ปล. จัดหน้ายากโคตร กูจะไม่พิมพ์ในเวิร์ดอีกแล้ว

                                                                                                                                                                                             

 

                                                                                                                     

                                                                                                                                                             

 

 

refrigerator brain

posted on 22 Aug 2009 02:42 by rokjitjung  in writen

เคยมั้ยครับ เวลาหิว แล้วเปิดตู้เย็นไปมา

(เอ่อ ผมหมายถึงเปิดปิดเปิดปิดไปมาซ้ำ ๆนะครับ )

 

(เปิดตู้เย็น)

เอ่อ ในตู้เย็นมีอะไรกินวะ ดูก่อน...

อืมมมม

(ปิดตู้เย็น)

(เปิดอีกที)

อืมมมม....

(มองด้วยสายตาอาลัย)

(ปิดตู้เย็น)

 

เพราะไม่มีอะไรให้กิน หรือมีก็ไม่ค่อยอยากที่จะกินซักเท่าไหร่

 

หรือวันดีคืนดีก็จะมีเหตุลักษณะนี้

 

เฮ้ย! ลำไยในช่องผักจะเน่าแล้ว เอ้า ซื้อมาตอนไหนวะเนี่ย

เอ้า! มีส้มหลบอยู่ตรงนี้อีก

นั่นขนมอะไรวะ หมดอายุรึยัง

แล้วใครแช่น้ำแข็งทิ้งไว้วะ สมัยไหนเนี่ย

ของเหลือจนลืม!!!

 

ไม่มีความพอดีในชีวิตเลย พับผ่า!

 

 

      ผมว่าสมองผมคงไม่ต่างจากตู้เย็นเครื่องข้างบนมากนัก มันเป็นแหล่งเก็บความคิด และสิ่งที่ต้องทำไว้ได้เป็นอย่างดี บางทีมันก็มีความคิดอยากจะทำอะไรสักอย่างอยู่นะครับ แต่มันลังเล หรือบางทีสิ่งที่ต้องทำมันก็ไม่ค่อยตรงกับความอยากซะนี่  มันก็ยิ่งไม่อยากทำเข้าไปอีก

บางทีก็มีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาก็รีบจดไว้ ยังไม่ใช้วันนี้ อาจได้ใช้วันหน้า

แต่พอถึงวันหน้าดันลืมไปแล้ว ว่าไอ้ที่จดไว้มันเอาไปไว้ไหน เฮ้อ

ตู้เย็นมันช่วยถนอมอาหารได้นานขึ้นก็จริงครับ แต่เก็บไว้นาน ๆ มันก็เน่าได้เหมือนกัน

 

ผมว่า  ผมควรจะเริ่มรื้อตู้เย็นแล้วหาอะไรยัดใส่ปากมั่งแล้วล่ะ

 

เขียนเพื่อไว้อาลัยแก่ความคิดดี ๆ ทั้งหลายที่ถูกทิ้งไว้จนเน่า