รื้อเรื่องราวในตู้เย็นออกมาเผยแพร่กัน
“To travel is to
discover
that everyone is wrong about
other countries.” - Aldous
Huxley
ผมเชื่อโดยตลอดว่าปักกิ่งเป็นเมืองที่ดูโทรมๆ
ระยะห่างระหว่างผู้คนไกลจนเกินจะจินต-
นาการไหวเพราะเป็นเมืองที่ใหญ่ และจากการเดินทางไปในครั้งแรก
ซึ่งเป็นการไปกับทัวร์ชนิด
จ้ำอ้าวตามควายหาย จึงไม่ค่อยมีเวลาสัมผัสอะไรนานๆ
การลงความเห็นจึงดูฉาบฉวยไปนิดหนึ่ง
และในชั้นเรียน Urban ที่เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งก็โดนอาจารย์ให้คะแนนความเป็นเมือง (ที่ดี)มาก
มายเสียจนน่าเห็นใจ ซึ่งผมก็คล้อยตามนะ
เพราะภาพอาคารโทรมๆ กับถนนกว้างๆกับความ
ว่างเปล่าในครั้งที่ไปกับทัวร์มันก็ยังติดตรึงในใจเช่นเดิม
ก็คงมีส่วนถูก
ถ้าเรากำลังพูดถึงปักกิ่งในช่วงก่อนโอลิมปิก
แต่ผมกลับไปปักกิ่งอีกครั้งด้วยตนเอง หลังการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกของปักกิ่งราบรื่นเป็นอย่างดี
หนึ่งในเหตุผลหลักๆ คือต้องการไปดูความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต้องการไปดูสิ่งที่เคยปรากฏในจอทีวี
ซึ่งบอกได้แค่ว่าสิ่งที่เห็นในทีวีแล้วอยากไปดูนั้นจัดเข้าหมวดหมู่ ‘แป๊ก’ ได้แทบทุกราย
ตั้งแต่สนามกีฬารังนกหรืออาคาร Water Cube ไปจนถึงอาคาร CCTV ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ แถม
สิ่งที่ดูน่าสนใจกว่ากลับเป็นอาคารข้างๆ
ที่โดนไฟไหม้ก่อนได้ใช้งาน
สรุปความว่าถ้าที่เห็นในทีวีหรือนิตยสารทำให้รู้สึกถึงความอลังการ
ความน่าตื่นเต้นแนะนำให้
ชื่นชมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านสื่อเหล่านั้นต่อไปครับ
มันจะด้วยเทคนิคการเก็บภาพ การถ่ายทำ
หรืออะไรก็แล้วแต่
เอาเป็นว่าผมไม่ปลื้มแต่ก็ไม่เกลียดนะกับงานใหม่ ๆ พวกนี้ (หรือจริง ๆ ผมอาจ
จะคิดผิดก็ได้ ออกตัวไว้ก่อน เหอ ๆ)
สุดท้าย
ความน่าสนใจของปักกิ่งยังคงเป็นสถาปัตหรือร่องรอยเก่าๆ ตามเมืองเสียมากกว่าและที่น่า
ชมหรือเป็นตัวเอกของการเดินทางครั้งนี้ต้องยกให้ ‘ระบบขนส่ง’ ของเขาล่ะ ระบบรางครอบคลุมมาก
แล้วก็ไม่ค่อยมีกรณีบ๊องๆ
อย่างการต้องออกจากสถานีใต้ดินเพื่อไปเข้าสถานีบนดินอีก
(อย่าว่าแต่
เมืองไทยเลยครับ เซี่ยงไฮ้ยังมีเลย ไอ้สถานีชื่อเดียวกันแต่ไม่เชื่อมกันเนี่ย)ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการยก
เครื่องใหม่หมดเพื่อโอลิมปิกนะ
เป็นการสร้างใหม่พร้อมๆ กันรวดเดียว(ซึ่งก็คงต้องยอมเขาล่ะ
คงใช้ทุนมหาศาลกับเสียงที่มีพลังมากๆ)
นอกจากนั้นค่าบริการขนส่งยังถูกจนน่าใจหาย
ซึ่งปรับรับกับช่วงโอลิมปิกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
และคนในประเทศจำนวนมาก (หวังว่าจะยังคงราคานี้ไปเรื่อยๆ นะ) โดยปกติรถไฟฟ้าใกล้ไกลจะ
อยู่ที่ 2 RMB หรือประมาณสิบบาท และรถประจำทางราคาไม่ถึงห้าบาท
ด้วยการตัดปัญหาด้านราคาไปได้ ทำให้ผมได้นั่งรถมั่วไปเรื่อยๆ พอเห็นสถานีรถไฟฟ้า
ก็ลง
พร่วดไปหาทางตายดาบหน้าต่อไปเรื่อย ๆ
(เป็นวิธีที่ไม่น่าเลียนแบบเลยจริง ๆ )
นิทานเรื่องนี้กำลังสอนให้รู้ว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาไปเห็นจริง
ๆ
จบมันดื้อ ๆ ไปก่อน
เดี๋ยวมาต่อใหม่
ปล. จัดหน้ายากโคตร กูจะไม่พิมพ์ในเวิร์ดอีกแล้ว